คอนสแตนติน ฟอลคอน: ในประวัติศาสตร์ไทยผ่านหลักฐานต่างชาติ (1)

คอนสแตนติน ฟอลคอน เป็นหนึ่งในบุคคลประวัติศาสตร์อยุธยาที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ในฐานะขุนนางอยุธยาที่เป็นชาวต่างชาติ (ชาวกรีก) ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสุงสุดของสยามในตำแหน่ง เจ้าพระยาวิไชเยนทร์

แต่การจะบอกว่าเขาคนนั้น ดีหรือไม่ดีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก และขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นคนบอก

คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ ในภาษาฝรั่งเศสจะเรียกว่า ก็องสต็องซ์ ถูกวาดภาพโดยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของบันทึกชาวต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทอยู่สามกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องทางตรงกับผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้าในราชอาณาจักรสยาม ทำให้ภาพของฟอนคอนที่ผ่านสายตาทั้งสามกลุ่มนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ว่าดีก็ดีสุด ชั่วก็เลวร้ายสุดๆ เช่นกัน

หลักฐานประวัติศาสตร์กลุ่มแรก เป็นเอกสารจากเปอร์เซีย

ก่อนที่ฟอนคอนจะก้าวขึ้นมามีบทบาทในการเมืองของพระราชอาณาจักรสมเด็จพระนารายณ์ คนที่มีบทบาทมากในการเมืองสมัยพระนารายณ์ คือ อากอ มุหัมมัด อัสตะราบาดี

อากอ มุหัมมัด อัสตะราบาดี (Aqa Muhamud Astarabadi)
เป็นชาวเปอร์เซีย หรือในสมัยนั้นเรียก ชาวมัวร์

อากอ มุหัมมัด เป็นเริ่มต้นจากการค้า และพัฒนาบทบาทจนได้เป็นขุนนางดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของพระนารายณ์ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้วางแผนให้ชาวมุสลิมของพวกตัวเองสามารถเข้าดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองต่างๆ ในหัวเมืองสยาม เช่น เมืองมะริด ตะนาวศรี ถลาง (Jongcelang) บางคลี (Bengari) พริบพลี (เพชรบุรี) ปราณ รวมถึงตำแหน่งราชการที่สำคัญอื่นๆ เช่น อับดูร์ ราซซัค หรือ ออกญาพิชิต
ที่เป็นขุนนางฝ่ายชำนัญการชาวเปอร์เซียที่คุมทหารอิหร่านกว่า 200 นายซึ่งจ้างมาจากอินเดีย ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะคลอบคลุมอำนาจการเมืองในอาณาจักรอยุธยา ซึ่งในที่สุด ก็ทำให้อับดูร์ ราซซัค สามารถขึ้นสู่ขุนนางระดับสูงของอยุธยาในตำแหน่ง อัครมหาเสนาบดีคลัง ได้ด้วย


โดยกระบวนการนี้ ทำกันอย่างเป็นระบบและซ่องสุมกำลังผู้คน ทำงานทางการเมือง การค้า และ การศาสนา ว่ากันว่าในช่วงนั้น มีผู้คนที่นับถือศาสนาอิสลามถึง 15,000 คนในราชอาณาจักรสยาม (ลา ลูแบร์ประเมินประชากรในสยามว่ามีประมาณ 2 ล้านคนในช่วงนั้น)

แต่ต่อมา อับดูร์ ราซซัค
อัครมหาเสนาบดีคลัง มีปัญหาข้อพิพาทกับดัชต์จนเป็นปัญหาใหญ่ที่พวกดัชต์เอาเรือรบมาปิดปากอ่าว ซึ่งในที่สุดออกญาพิชิตก็ถูกริบยศ ตำแหน่งและทรัพย์สมบัติ และถูกจำคุก ซึ่งต่อมาไม่นานก็เสียชีวิตในคุก และ อากอ มุหัมมัด อัสตะราบาดี ก็เผชิญข้อกล่าวหาจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง เพราะใช้เงินจำนวนมากจ้างทหารรับจ้าง โดยที่มากเกินกว่าราคาที่จ่ายในอินเดีย

และในที่สุด อากอ มุหัมมัด อัสตะราบาดีก็ถูกร้อยปากด้วยเชือกหวาย จนถึงแก่ชีวิตในปี 1678 เช่นกัน ปัญหาสำคัญที่ตามมา คือ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านชาวมุสลิมเพราะในช่วงก่อนหน้านั้น มีการให้สิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องเข้าเกณฑ์แรงงานของคนมุสลิม โดยคำสั่งจากขุนนางระดับสูงชาวอิหร่าน ผลที่ตามมา คือ กระบวนการต่อต้านชาวเปอร์เซีย ซึ่งเจ้าเมืองบางคลี และ ถลาง ซึ่งเป็นชาวอิหร่านถูกสังหาร ในปี ค.ศ. 1678 ในชาวอิหร่านที่เหลืออยู่ก็ไม่กล้าที่จะรับตำแหน่ง เพราะกลัวจะถูกสังหาร

หลังจากเหตุการณ์เช่นนี้เอง ที่ทำให้ตำแหน่งที่ปรึกษาของพระนารายณ์จึงว่างลง พร้อมๆ กับบทบาทของชาวมัวร์ – เปอร์เซียในอยุธยาค่อยๆ ลดบทบาทลง ซึ่งก็พร้อมกับการก้าวขึ้นมาของฟอนคอลที่เอกสารของเปอร์เซียอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ เพราะเมื่อบทบาทของชาวเปอร์เซียในอยุธยาเสื่อมลง ในขณะที่คณะราชทูตเปอร์เซียเข้ามานั้น ทำให้เหล่าคณะราชทูตน่าจะได้ยินกิตติศัพท์และอิทธิพลของ ฟอลคอน ที่มีต่อ ชาวเปอร์เซียในอยุธยา ทำให้หลักฐานที่เกิดขึ้น คือ คณะทูตกลุ่มนี้ จะวาดภาพ ฟอลคอน อย่างไม่ไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง


Figure 1 ภาพจาก http://www.sujitwongthes.com/suvarnabhumi/2011/04 บันทึก “สำเภากษัตริย์สุลัยมาน (Ship of Sulaiman)” พ.ศ. 2228 รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (Henry Ginburg, Thai Art and Culture : Historic Manuscripts from Western Collections. Singapore : The Brit

ในเอกสารฉบับย่อ สำเภากษัตริย์สุลัยมาน “The Ship of Sulaiman”
ที่แปลโดย ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ เป็นบันทึกของอาลักษณ์คณะราชทูตเปอร์เซียที่กษัตริย์สุลัยมานแห่งวงศ์เศาะฟะวียะฮุทรงแต่งตั้งมาสนองตอบพระราชไมตรีกับพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งในตอนนั้น สมเด็จพระนารายณ์ได้เป็นผู้ริเริ่มส่งหัจญีสะลีม นำพระราชสาส์นของพระองค์เพื่อเจริญราชไมตรีไปถวายที่นครอิศฟะฮาน และกษัตริย์สุลัยมานจึงได้ส่งราชทูตกลับมาในครั้งนี้ และเป็นที่มาของการบันทึกนี้ โดยตัวเอกสารชิ้นนี้ ได้พูดถึง ฟอลคอนไว้หลายแห่ง และทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังในตัวฟอลคอนที่มีบทบาทในราชสำนักอยุธยา ซึ่งไล่เรียงประวัติ ที่มาที่ไปของฟอลคอน

“เมื่อเมื่อท่านอากอมุหัมมัดสิ้นชีวิตไปแล้ว พระองค์ทรงต้องการที่ปรึกษาโดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างประเทศ เมื่อเห็นช่องทางเช่นนี้ ก็มีฝรั่งคนหนึ่งซึ่งได้เล่าเรียนภาษาไทยและขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เข้าเพ็ดทูลประจบสอพลอจนได้เป็นที่โปรดปราน” “มัน (ฟอลคอน) ฉลาดเฉลียวและมีเล่ห์เหลี่ยมมาก
มันจึงวางท่าเป็นผู้ดีนับแต่เริ่มต้นทีเดียว อย่างน้อยก็ท่าผู้ดีที่ชาวสยามยอมรับกัน … มันแสดงให้พระเจ้ากรุงสยามเห็นความสามารถและการปลิ้นปล้อนของมัน ในไม่ช้าก็ได้เป็น สมุหเสนาบดี

บทบาทของฟอลคอนในการเพ็ดทูลถึงคณะทูตชาวเปอร์เซียนี้ เช่น

“พระองค์ทรงยินดีที่จะออกมาต้อนรับเราเอง แต่เจ้าฝรั่งชาติชั่วคนนั้นได้ทำให้พระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยว่าอาจมีเรื่องร้ายแรงขึ้นได้” และ “เจ้าเสนาบดีฝรั่งคนนั้นก็ส่งผู้แทนกลุ่มหนึ่งมายังที่พักของเราในเวลากลางคืนและถามว่า เราจะถวายพระราชสาส์นโดยวิธีใด เราพาซื่อตอบว่า ก็น่าจะทำอย่างโบราณ คือ พระเจ้ากรุงสยามรับพระราชสาส์นจากมือของท่านฮิบรอฮีม เบกเอง คำตอบของเราเท่ากับเน้นให้เจ้าฝรั่งเตือนพระองค์ว่า เป็นวิธีการที่น่าสงสัย”

นอกจากนี้ เมื่อคณะราชทูตได้รับพระราชทานของขวัญจากพระเจ้ากรุงสยาม โดยหัวหน้าราชทูตได้รับเงินพระราชทาน 12 ชั่ง และผ้าจากอินเดีย 29 พับเป็นมูลค่า 5 ชั่ง และคณะติดตามก็ได้รับเช่นกัน แต่ลดหลั่นกันลงไป แต่กว่าในบันทึกนั้น แสดงถึงความไม่พอใจของคณะราชทูตว่า สิ่งที่พระราชทานนั้นไม่ควรค่า ตามสมควร

“ข้าพเจ้าอยากบอกความลับ ณ ที่นี้ด้วยว่า ตามธรรมเนียมกษัตริย์แต่โบราณมา การให้ของขวัญนั้น ให้กันอย่างเหลือเฟือและมีค่ามาก แต่ของขวัญที่พวกเราได้รับจากพระเจ้ากรุงสยามนั้น พูดไปทำไม่มี เล็กน้อยด้อยค่าเหลือเกิน แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดพระองค์ หากเป็นอุบายของเจ้าฝรั่งคนนั้นซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพวกอิหร่าน
… มิฉะนั้น เราก็จะตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้ากรุงสยามมากกว่าที่เราคิด”

อันที่จริงแล้ว ในเวลาต่อมา ก่อนที่คณะทูตจะเดินทางกลับ “พระเจ้ากรุงสยามก็ทรงประทานเครื่องแต่งกาย” ให้แก่คณะทูต “แต่เราคนได้รับเสื้อคลุม ผ้าโพกศรีษะ ผ้าสะพายและเสื้อคลุมยาว” และคณะทูตทั้งหมดก็ชื่นชม และถูกบันทึกไว้ว่า “สมที่เป็นของพระราชทานจากพระราชา”

สำหรับ ตอนต่อไปใน “คอนสแตนติน ฟอลคอน: ในประวัติศาสตร์ไทยผ่านหลักฐานต่างชาติ (2)” จะพูดถึงหลักฐานชาวต่างชาติอีกสองกลุ่มที่จะวาดภาพ “ฟอลคอน” จะดี หรือ เลว ต้องอดใจรอนิดหนึ่งนะครับ

ระหว่างนี้ ลองอ่านเรื่องอื่นๆ ก่อน จาก Kokoyadi.com เช่น

Advertisements